ReadyPlanet.com
dot

dot
dot
About us - เกี่ยวกับเรา
dot
bulletติดต่อเรา
bulletจองทัวร์ลาวใต้ Click
bulletSouvenir ลาวใต้
dot
dot
bulletทัวร์ลาวใต้ 1 วัน A
bulletทัวร์ลาวใต้ 1 วัน B
bulletทัวร์ลาวใต้ 2 วัน 1 คืน
bulletทัวร์ลาวใต้ 3 วัน 2 คืน
dot
สถานที่ เที่ยวลาวใต้ ปาเซ จำปาสัก
dot
bulletแหล่งที่เที่ยว จำปาสัก ปากเซ ลาวใต้
dot
dot
bulletโรงแรมปากเซ
bulletโรงแรมแสงอรุณ
bulletบาเจียง รีสอร์ท
bulletตาดฟาน รีสอร์ท
bulletตาดเลาะ รีสอร์ท
bulletโรงแรม & รีสอร์ท
bulletโรงแรมจำปาสัก พาเลซ
bulletโรงแรมจำปา เรสซิเดนท์
bulletโรงแรมจำปาสัก แกรนด์ โฮเทล
bulletโรงแรม เอราวัณ ริเวอร์ไซต์
dot
ที่เที่ยว จังหวัด อุบลราชธานี แหล่งท่องที่ยว อุบลราชธานี
dot
bulletจังหวัดอุบลราชธานี
bulletสถานที่ท่องเที่ยว : วัด ศิลปากรรม
bulletสถานที่ท่องเที่ยว : โบราณคดี
bulletสถานที่ท่องเที่ยว : ธรรมชาติ
bulletสถานที่ท่องเที่ยว : หาด แพริมมูล
bulletแผนที่ อุบลราชธานี - ลาวใต้
bulletตารางเที่ยวบิน กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี กรุงเทพมหานคร
bulletแหล่งเที่ยวอุบล รอบเมือง ยอดฮิต วันเดียว เที่ยวได้ ทัวร์อุบล 1 วัน
dot
โรงแรม ที่พัก อุบลราชธานี
dot
bulletทอแสง โขงเจียม รีสอร์ท
bulletโรงแรมทอแสง
bulletโรงแรมลายทอง
bulletโรงแรม เนวด้า แกรนด์
bulletโรงแรม อุบลบุรี
bulletโรงแรม อารยา รีสอร์ท โขงเจียม
bulletโรงแรม & รีสอร์ท
bulletโรงแรม บ้านสวนพีรดา โขงเจียม
bulletจอง โรงแรม ที่พัก อุบลราชธานี
bulletจองโรงแรม ลาวใต้ กับ AGODA
dot
Ubon Rachathani
dot
bulletWelcome to Ubol Rachathani
bulletTourist Attraction :Temples
bulletTourist Attraction : Antique
bulletTourist Attraction : Nature
bulletAll Ubol Rachathani Attraction
dot
Acomodation in Ubol Rachathani
dot
bulletTohsang Khongjiam Resort
bulletTohsang City Hotel
bulletLaitong Hotel
bulletNevada Grand Hotel
bulletUbol Buri Hotel
bulletAraya Resort Khongjiam
bulletHotels & Resorts
dot
Acomodation in Pakse
dot
bulletPakse Hotel
bulletChampasak Grand Hotel
bulletSaeng Arun Hotel
bulletChampasak Palace Hotel
bulletArawan River Side Hotel
bulletChampa Rescident Hotel
bulletBajiang Resort or Phasuam
bulletTadfane Resort
bulletTadloh Resort
bulletLaos Hotel Reservation
bulletHotels & Resorts
dot
South Laos Package Tour
dot
bulletSouth Laos Package Tour : Air
bulletSouth Laos Package Tour :Train
bulletall South Laos Package
bulletVAT PHU Cruise เรือ วัดภู
dot
Laos Trip Gallery - รูป ทัวร์ลาว
dot
bulletอุบลราชธานี และ ลาวใต้
dot
ตารางเที่ยวบิน
dot


จองทัวร์ลาวใต้ แพคเกจทัวร์ลาวใต้ South Laos Tour Reservation
YOUTUBE แหล่งท่องเที่ยว อุบลราชธานี และ  ลาวตอนใต้ และ ทริป สบาย ๆ  แหล่งท่องเที่ยวต่าง ของ ทัวร์ ลาวใต้


แหล่งเที่ยวอุบล รอบเมือง ยอดฮิต วันเดียว เที่ยวได้ ทัวร์อุบล 1 วัน

แหล่งเที่ยวอุบล รอบเมือง ยอดฮิต วันเดียว เที่ยวได้

พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง วัดป่าใหญ่ ( วัดมหาวนาราม  ) เที่ยวอุบล วันเดียว

1) พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง วัดป่าใหญ่ ( วัดมหาวนาราม  )  ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ อ.เมืองอุบล. พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง (อินแปง) วัดป่าใหญ่ เป็นพระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๓.๐๐ เมตร สูงประมาณ ๕.๐๐ เมตร ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง คาว่า “อินแปง” ภาษาไทยอีสาน “แปง” แปลว่า “เฮ็ด ว่า ทา” ก็หมายความว่า พระเจ้าใหญ่องค์นี้ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ สร้าง พระอินทร์เป็นผู้ประทานเฮ็ดไว้ให้เห็นเป็นมิ่งมงคล ทุกวันเพ็ญเดือน ๕ (เมษายน) ของทุกปี จะมีการทาบุญตักบาตรมหาชาติชาดก และสรงน้าพระเป็นประจา พร้อมปิดทอง ถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้ ประวัติเล่าสืบต่อกันของพระพุทธรูปองค์นี้ " พระเจ้าใหญ่องค์แปลง " มี มากมาย ตั้งแต่การสร้างว่า พระเจ้าใหญ่อินแปลง มีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ โดยองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่ วัดอินทร์แปลงมหาวิหาร นครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ปัจจุบันมีอายุประมาณพันกว่าปี พระพุทธรูปอีกองค์ ประดิษฐานอยู่ที่ วัดอินแปลง อาเภอเมือง จังหวัดนครพนม ซึ่งก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระเจ้าใหญ่อินแปลง วัดอินทร์แปลงมหาวิหาร ประเทศลาว ส่วนองค์สุดท้าย คือ พระเจ้าใหญ่อินแปลง ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ วัดมหาวนาราม อาเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอุโบสถก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบดินเผา สร้างเสร็จแล้วฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ พระวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง โครงสร้างเป็นไม้ฝา ผนังก่ออิฐถือปูน หลังคามุงสังกะสี วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๑๘๓ ถนนหลวง ตาบลในเมือง อาเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี (หรือทุ่งศรีเมือง) ประมาณ ๑ กิโลเมตร ได้รับพระราชทานพระบรม ราชานุญาตให้ยกฐานะขึ้นมาเป็นพระอารามหลวง เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ความเป็นมา วัดมหาวนารามเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง เดิมชื่อว่า “วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์” ภายหลังเรียกว่า “วัดป่าใหญ่” และต่อมาได้เปลี่ยนนามใหม่เป็น “วัดมหาวนาราม” ตามศิลาจารึกอันฝังอยู่ที่แท่นเบื้องหลังแห่งองค์พระประธาน ปรากฏว่า วัดมหาวนาราม สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๓ โดยพระพรหมวรราชสุริยวงษ์ เจ้าเมืองคนที่ ๒ เป็นผู้สร้าง หลังจากนั้นอีก ๑ ปี พระมหาราชครูศรลัทธรรมวงศา เจ้าอาวาสพร้อมด้วยศิษยานุศิษย์ได้สร้างพระพุทธรูปองค์ประธาน ถวายพระนามว่า “พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง” ถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง วิเศษศักดิ์สิทธิ์มาก พระพุทธรูป "พระเจ้าใหญ่อินแปลง" หลังก่อสร้างเสร็จก็ได้รับความเคารพบูชาจากชาวเมืองมาโดยตลอด โดยเฉพาะในอดีตเมื่อมีความขัดแย้งกันขึ้น หรือเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชาวเมืองก็จะชวนกันมาสาบานต่อหน้าองค์พระเจ้าใหญ่อินแปลง เพราะต่างเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน หากใครไม่ทาตามที่ได้ให้คาสัตย์สาบานเอาไว้ ก็จะมีอันเป็นไปต่างๆ นานา รวมทั้งการมาขอพรให้ประสบความสาเร็จในการสอบไล่ หรือในหน้าที่การงาน และความประสบโชคมีสุขในครอบครัว หรือแม้กระทั่งมีสิ่งของสาคัญสูญหายไป จะมาบนบานต่อหน้าองค์พระเจ้าใหญ่อินแปลง เพื่อขอให้ได้สิ่งของที่หายไปกลับคืนมา พระเจ้าใหญ่อินแปลง วัดมหาวนาราม หรือ วัดป่าใหญ่ จึงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของชาว จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทางมารับตาแหน่งใหม่ของข้าราชการทุกระดับชั้น จะต้องมาไหว้กราบนมัสการบอกกล่าวต่อองค์ท่าน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากอุปสรรคใดๆ สาหรับการทาบุญกับ พระเจ้าใหญ่อินแปลง ที่ชาวบ้านนิยมคือ การ ถวายดอกบัวตูม ธูป และเทียน พร้อมลงรักปิดทองที่ตัวองค์ พระเจ้าใหญ่อินแปลง และถวายสังฆทาน แต่เนื่องจากอุโบสถที่ใช้ประดิษฐาน พระเจ้าใหญ่อินแปลง เริ่มคับแคบ เพื่อลดความแออัดในการเข้าไปกราบนมัสการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสาคัญ ซึ่งมีประชาชนจากทั่วสารทิศพากันมากราบไหว้จานวนมาก ทางวัดได้จัดทารูปองค์พระเจ้าใหญ่อินแปลง ณ วัดป่าใหญ่ นี้.

หอไตรกลางน้ำ วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่เลขที่ 95 ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

2) หอไตรกลางน้ำ วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่เลขที่ 95 ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ทางทิศตะวันออกของ ทุ่งศรีเมือง ใกล้กับสถานที่ราชการ คือ ไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานเทศบาลนครอุบลราชธานี โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานีหอไตรวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในหอไตรของอีสานที่งดงาม แตกต่างจาหอไตรที่อื่นๆ ด้วยลักษณะศิลปะผสมระหว่าง 3 สกุลช่าง คือ ไทย พม่า และ ลาว กล่าวคือ มี ลักษณะตัวอาคารแบบไทย ประกอบด้วยเรือนฝาปะกนขนาด 4 ห้องผนังภายในห้องเขียนลายลงรักปิดทอง มีรุทวารอยู่ที่บานหน้าต่างและบานประตูที่ทำด้วยไม้แผ่นเดียว ส่วนหลังคาเป็นศิลปะไทยผสมพม่า มีช่อฟ้า ใบระกาแบบไทย ลวดลายแกะสลักบนหน้าบันทั้งสองลักษณะศิลปะสกุลช่างลาวที่ทำด้วยฝีมือช่างชั้นสูง หอไตรแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อปี พ.ศ.2524 ได้รับรางวัลผลงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี พ.ศ. 2527 นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 ของดีเมืองอุบลฯ สมัยก่อน จึงมีคำกล่าวกันต่อ ๆ มาว่า “พระบทวัดกลาง พระบางวัดใต้ หอไตรวัดทุ่ง” ลักษณะเด่นโดยทั่วไปของหอไตรวัดทุ่งศรีเมืองนั้น เป็นเรือนไทยฝาไม้ปะกันแบบเรือนไทยภาคกลางขนาด 4 ห้อง สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งอย่างดี ตั้งอยู่กลางสระน้ำ มีใต้ถุนสูง กว้างประมาณ 8.20 เมตร ยาว 9.85 เมตร สูงจากพื้นน้ำถึงยอดหลังคา 10 เมตร หลังคาเป็นชั้นซ้อนกัน 6 ชั้น ลดหลั่นเป็นลำดับและจำหลักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจงด้วยช่อฟ้า หางหงส์ โดยเฉพาะคันทวยแกะสลักเป็นเทวรูปพนมและนาค แกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ภายในกรอบสีเหลี่ยมหน้าประตูต่างเขียนลายลดน้ำ ผนังห้องเขียนลายลดน้ำเช่นเดียวกัน นับเป็นอาคารที่มีความสมบูรณ์แบบและลงตัวอย่างของในด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะและด้วยเหตุผลที่สร้างอยู่กลางสระ ดูเด่นเป็นสง่าและสงบร่มเย็น ไม่ว่าจะมองจากด้านใด ในส่วนของวัดทุ่งศรีเมืองอันเป็นที่ตั้งของหอไตรอันงดงามนี้เป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานีมาแต่สมัยโบราณ ก่อตั้งขึ้นราว พ.ศ. 2385 ในสมัยราชกาลที่ 3 โดยญาครูช่าง พระสงฆ์ชาวเวียงจันทน์ มีพื้นที่ 19 ไร่ 23 ตารางวา เดิมเป็นทุ่งนา จึงได้นามว่าทุ่งศรีเมือง ตามประวัติกล่าวว่า ผู้สร้างคือท่านเจ้าคุณอริยวงศาจารย์ ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย หลักคำ) เจ้าคณะเมืองอุบลฯ รูปแรก เนื่องจากเคยมาธุดงค์อยู่ ณ ที่แห่งนี้เนือง ๆ จึงได้สร้างวัดบริเวณนี้ เริ่มการก่อสร้างสิมหรืออุโบสถ ซึ่งเดิมเรียกว่าหอพระบาท ต่อมาได้สร้างหอไตรกลางน้ำและกุฏิพระสงฆ์สามเณรขึ้นอีก ภายในวัดทุ่งศรีเมืองนอกจากจะมีหอไตรกลางน้ำแล้วยังมีหอพระบาทหรือหออุโบสถ ซึ่งสร้างแบบสถาปัตยกรรมผสมระหว่างศิลปะเวียงจันทน์และศิลปะรัตนโกสินทร์ เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปจำลองจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ส่วนที่เป็นศิลปะแบบเวียงจันทน์ได้แก่โครงสร้างช่วงล่าง เช่นฐานเอวขันธ์ บันไดจระเข้และเฉลี่ยงด้านหน้า ส่วนที่เป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ได้แก่ช่วงบน เช่น ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเก่าแก่ทั้ง 4 ด้าน เป็นภาพเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและทศชาติภาพวิถีชีวิตของผู้คนภายในรั้ววัง รวมทั้งภาพอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีน อันเป็นศิลปะที่นิยมสร้างกันมากสมัยราชกาลที่ 3 สิ่งที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันกันมากภายงานวัดนี้ก็คือ พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง ซึ่งเดิมเป็นพระประธานที่วัดเหนือท่า เมื่อวัดร้างจึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่ศาลาการเปรียญและวิหารศรีเมืองของวัด เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์งดงามคล้ายคลึงพระเหลาเทพนิมิต อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ หอไตรวัดทุ่งศรีเมืองได้รับการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง จนถึงปี พ.ศ. 2517 กรมศิลปากร จัดงบประมาณมาสนับสนุนในการบูรณะอีกตัวอาคารส่วนรวมจึงมีสภาพดีและเป็นศรีเมืองอุบลราชราชธานีมาตราบเท่าทุกวันนี้.

หลวงพ่อเงิน 700 ปี วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนล้านช้าง อายุ 700 ปี

3) หลวงพ่อเงิน 700 ปี วัดปากน้ำ บุ่งสระพัง พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนล้านช้าง อายุ 700 ปี  ตั้งอยุ่ วัดบ้านปากน้ำ ต.กุดลาด อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เส้นทาง ถนนสมเด็จ อุบล - ตาลสุม หลวงพ่อเงิน 700 ปี  ยุคสงครามโลก ครั้งที่ 2 หลวงพ่อเงิน เป็นพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนล้านช้าง อายุ 700 ปี เป็น พระชัยหลังช้าง หนึ่งเดียวแห่งอีสาน หลวงพ่อเงิน เป็น พระพุทธรูป ที่มีความเกี่ยวข้องกับการสถาปนาเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย แห่งค่ายนักรบในอดีต ได้ขุดพบ ณ จุดไกล้เคียง ค่ายดอนมดแดง ณ วัดป่าพระพิฆเณศวร์ ริมแม่น้ำมูล หลวงพ่อเงิน ได้ขุดพบเมือง ปี พ.ศ. 2515 ภายหลัง ลำแสงประหลาด พุ่งขึ้นใส่เครื่องบิน ทหารอเมริกัน ใน ยุคสมัยสงครามเวียตนาม "  ประวัติความเป็นมา ของ หลวงพ่องิน อันสืบเนื่องจาก เมื่อคราว พระมงคลธรรมวัฒน์ (บุญจันทร์ จตฺตสลฺโล)ได้ สร้างพระอุโบสถมิตรภาพไทย-อเมริกัน นึ้น ท่านได้นิมิตถึง ตาชีปะขาว มาบอกว่าที่ วัดป่าพิฆเณศวร์ ยังมีสมบัติอยู่มาก แต่ไม่สามารถที่จะนำขึ้นมาได้  พร้อมกับระบุตำแหน่งให้ทราบ ของบางอย่างเจ้าของเขาไม่ให้  ของบางอย่าง นำขึ้นมาก็จะเกิดอันตรายแก่ผู้ครอบครอง แต่ยังมีของสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ควรที่จะอยู่ใต้แผ่นดิน อยากให้ไปเอาขึ้นมาเก็บรักษาไว้ เพื่อเป็น สมบัติของพระศาสนา ให้ลูกหลานได้เคารพสักการบูชา  ของสิ่งนั้น คือ “ พระพุทธรูปเงิน ” พร้อมกับกล่าวต่อไปว่ารุ่งขึ้นจะเกิดพายุในตอนบ่าย ต้นตาล ภายในวัดจะหัก  ปลายตาลหักไปทางทิศไหน  ก็ให้ไป ขุดตรงที่ปลายตาลที่ล้มลง ครั้นแล้ว ชายในชุดขาวก็หายไป  เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา พระมงคลธรรมวัฒน์ เกิดความรู้สึกเป็นสุขเอิบอิ่มใจอย่างประหลาด ครั้นต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ดังนิมิตชาวบ้านได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า ปกติต้นตาลเป็นต้นไม้ที่มีความแข็งแรง  แม้ถูกลมพัดก็ยากที่จะหักโค่น  แต่วันนั้นต้นตาล    ในวัดร้างเมื่อถูกลมก็หักโค่นลงผิดปกติวิสัย  สิ่งที่แปลกและน่าอัศจรรย์  คือ  แทนที่ต้นตาลจะล้มไปตามแรงลม   แต่ต้นตาลกลับทวนกระแสลม    ล้มลงทางทิศเหนือ  พระมงคลธรรมวัฒน์ ได้นำชาวบ้านไปที่วัดป่า แล้วจุดธูปเทียน เครื่องสักการบูชาคุณพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา  คุณครูบาอาจารย์  พร้อมกับอธิษฐานจิตอย่างแน่วแน่และมั่นคงว่า  “ หากเป็นจริงดังนิมิต ท่านก็จะรักษาพระพุทธรูปไว้ให้เป็นที่เคารพสักการบูชาของลูกหลานและพุทธศาสนิกชนสืบไป ขออย่าได้มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง”   ครั้นแล้วก็ขุดตรงที่ปลายต้นตาลหักลงตามนิมิต  เมื่อขุดลงไปลึกประมาณชั่วคนยืน  ก็ได้พบแผ่นศิลา ๔ เหลี่ยมถูกจัดไว้ในลักษณะหีบ มีความสวยงาม อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ทุกประการ ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ลักษณะของการฝังผู้ฝังมีการเตรียมการไว้อย่างดี เมื่อนำขึ้นมาเปิด ฝาหีบออกก็ปรากฏว่า ภายในหีบศิลานั้นมีทรายเนื้อละเอียดสีขาวใสบริสุทธิ์เต็มหีบศิลานั้น เมื่อทรายต้องแสงอาทิตย์ก็ส่องประกายวาว ระยิบระยับ เมื่อนำทรายออกมา ก็เห็น พระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อเงินบริสุทธิ์ ประดิษฐาน อยู่ภายใน หีบศิลานั้น ดังนิมิต  ท่านบอกว่า “เสียดายที่หลวงพ่อไม่ได้เก็บทรายนั้นไว้” พระพุทธรูป นั้นคง พุทธลักษณะ ที่มีความงดงาม แม้จะถูกฝังรักษาไว้ใต้พื้นดินก็ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ผิวเงินยังสวยงามโดยไม่ได้รับการกระทบกระเทือนใดๆ พระมงคลธรรมวัฒน์อัญเชิญหลวงพ่อเงินประดิษฐานไว้ แล้วน้อมลงกราบด้วยปีติและศรัทธาที่ตั้งมั่น  จากนั้น  ท่านได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ วัดปากน้ำ  และถวายนามว่า “ หลวงพ่อเงิน” โดยกำชับชาวบ้านมิให้นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวให้ใครฟัง การที่ท่านกำชับไม่ให้ชาวบ้านนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟัง   เนื่องจากเกรงจะเกิดปัญหาและถูกยึดไปเป็นสมบัติของหลวงเหมือนเมื่อครั้งขุด พระพิฆเณศวร์ ได้ ส่วน หีบศิลาหินทราย  ท่านให้นำไปวางไว้ ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่  ภายในบริเวณวัดป่าแห่งนี้  นัยว่าเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธองค์ ต่อมา  ต้นโพธิ์ก็ได้ห่อหุ้มหีบศิลานั้นเอาไว้แล้วกลืนหายไปตามกาลเวลา  พระมงคลธรรมวัฒน์ เล่าว่า เมื่อครั้งชาวบ้านขุดพบ  พระพิฆเณศวร์ที่บริเวณวัดป่าแห่งนี้  สมเด็จพระมหาวีรวงศ์      (อ้วน ติสฺโส ป.ธ. ๕ พุทธศักราช ๒๔๘๒-๒๔๙๙)  ทราบข่าว ท่านได้ออกมาตรวจสอบและขอไป ปัจจุบัน พระพิฆเณศวร์ถูกนำไปเก็บไว้ที่วัดสุปัฏนาราม  เมืองอุบลราชธานี    เมื่อมีการขุดพบ พระพุทธรูป ตามที่ปรากฏใน นิมิตของ หลวงพ่อพระมงคลธรรมวัฒน์ ชาวบ้าน  ทุกคนจึงถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องรักษาหลวงพ่อเงินเทพนิมิตไว้เป็นมรดกของลูกหลานในหมู่บ้านเพราะความผูกพันที่มีต่อบ้านเกิด และต้องการให้ลูกหลานได้ศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน   พระมงคลธรรมวัฒน์ ได้สร้างพิพิธภัณฑ์ประจำหมู่บ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง  ให้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์บ้านปากน้ำ วิถีชีวิตชาวบ้านลุ่มน้ำบุ่งสระพัง” เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บรวบรวมโบราณวัตถุ และประวัติความเป็นมาของชุมชนแห่งนี้ จะได้เป็นแหล่งศึกษาของประชาชนต่อไป หลวงพ่อเงิน   กับการสถาปนาเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยหลวงพ่อเงิน  พระชัยหลังช้างแห่งแผ่นดินอีสาน เป็นพระพุทธรูปเนื้อเงินปางมารวิชัย  ศิลปะเชียงแสนล้านช้าง ฝีมือตระกูลช่างชาวบ้าน อายุประมาณ ๗๐๐ ปี ขึ้นไป จากนิมิตของ หลวงพ่อพระมงคลธรรมวัฒน์  ทำให้ทราบว่า หลวงพ่อเงิน เป็นพระพุทธรูปที่มีความเกี่ยวข้องกับการสถาปนาเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำกองทัพ ของเจ้าปางคำ แห่งราชวงศ์เชียงรุ้ง    แสนหวีฟ้า สิบสองปันนา ที่แตกหนีกองทัพจีนฮ่อมาสร้างนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน หนองบัวลุ่มภู ในปี พ.ศ. ๒๒๒๘  ในการนั้น  เจ้าปางคำได้อัญเชิญหลวงพ่อเงินขึ้นเป็นพระพุทธรูปประจำทัพมาด้วย   ต่อมา ราวปีพุทธศักราช ๒๓๑๔ พระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์  ได้ครองราชย์  เกิดหวาดระแวงเจ้าพระวอ  เจ้าพระตาว่าจะเป็นกบฏ   พระเจ้าสิริบุญสารจึงได้ยกทัพมาตี นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน ทำให้เจ้าพระตาถึงแก่อสัญกรรม ในสนามรบ  เจ้าพระวอ ผู้น้องขึ้นเป็นผู้นำกองทัพแทน และได้ย้ายบ้านเมืองจากนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน  มาตั้งบ้านเมืองอยู่ที่บ้านดอนมดแดง  อันเป็นบริเวณอำเภอดอนมดแดงตลอดลำน้ำมูลขึ้นมาจนถึงตำบลกุดลาด ไปจนถึงที่ตั้งเมืองอุบลราชธานี  ในปัจจุบัน  ภายหลังเจ้าพระวอ ถูกทหารเวียงจันทน์โจมตี จนถึงแก่อสัญกรรมที่ค่ายบ้านดู่บ้านแก เขตนครจำปาศักดิ์   ต่อมาท้าวคำผง ผู้บุตรเจ้าพระตา ได้ขึ้นเป็นผู้นำกองทัพ และได้แต่งตั้งให้ทหารไปเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรี เพื่อขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารสืบไป  หลวงพ่อเงิน จึงน่าจะเป็นพระพุทธรูปประจำเมืองที่มี  ความสำคัญ หรือพระพุทธรูปประจำค่ายบ้านดอนมดแดงของเจ้าพระวอ ถ้าจะเปรียบก็น่าจะอยู่ในระดับพระไชยหลังช้าง คือ เป็นพระพุทธรูปประจำทัพ เมื่อจะไปทัพที่ไหน  เมื่อเกิดสงครามที่ไหน  ก็จะอัญเชิญ   พระพุทธรูปประดิษฐานบนหลังช้างไปกับกองทัพ  เพื่อให้เป็นสิริมงคลและเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ  การขุดพบพระพุทธรูปเงินศิลปะเชียงแสนล้านช้าง  บริเวณ  วัดป่าพิฆเณศวร์ บุ่งสระพัง จึงมีความเป็นไปได้ว่า บริเวณ   วัดป่าพิฆเณศวร์น่าจะเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญ ในการตั้งบ้านเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ของกองทัพเจ้าพระวอ  ภายหลังอพยพมาจากนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานสู่ลุ่มน้ำมูล 

เจดีย์บุ่งสระพัง เจดีย์แห่ง สองสายน้ำ บุ่ง และ มูล

4) เจดีย์บุ่งสระพัง เจดีย์แห่ง สองสายน้ำ บุ่ง และ มูล เจดีย์บุ่งสระพัง เจดีย์แห่ง สองสายน้ำ บุ่ง และ มูล จะว่าเป็น แหล่งเที่ยวอันซีน ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นเจอกันนัก เจดีย์บุ่งสระพัง เป็น เจดีย์ริมน้ำ แห่งเดียว ที่จังหวัดอุบราชธานี ที่จดีย์มุตาว (เจดีย์เอียง) ที่ เกราะเกร็ด ปทุมธานีติดแม่น้ำ เช่นลักษณะเดียวกัน เจดีย์มุตาว (เจดีย์เอียง) ที่ เกราะเกร็ด ปทุมธานี. เจดีย์บุ่งสระพัง ตั้งอยู่ ณ หาดบุ่งสระพัง บ้านปากน้ำ ต.กุดลาด อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เส้นทาง ถนนสมเด็จ อุบล - ตาลสุม เจดีย์บุ่งสระพัง ณ หาดบุ่งสระพัง ความเป็นมา เป็นเจดีย์ ที่ตั้งระหว่าง 2 สายน้ำที่มาบรรจบกัน ระหว่าง แม่น้ำมูล และ แม่น้ำบุ่งสระพัง เป็น เจดีย์  ประเพณี ที่เกี่ยวข้อง เจดีย์บุ่งสระพัง,เจดีย์บุ่งสระพัง เป็นสถานที่ ประกอบพีธี บุญตบประทาย บุญเนาว์ ก่อเจดีย์ทราย ที่ บุ่งสระพัง บ้านปากน้ำ ต.กุดลาด อ.เมือง จ.อุบลราชธานี บุญตบประทาย บุญเนาว์ ก่อเจดีย์ทราย ณ เจดีย์บุ่งสระพัง เป็นอีกหนึ่ง วัฒนธรรม ประเพณีอีสาน ที่ปฏิบัติสืบต่อเนื่องกันมา ชั่วอายุคน นับร้อยปี ครั้งโบราณกาล นับตั้งแต่ ได้ก่อตั้งหมู่บ้าน ขึ้นมา ก็ต้องมี ประเพณีก่อเจดีย์ทราย (ตบประทาย บุญเนาว์ )เป็นประจำทุกปี หลังจาก เทศกาลสงกรานต์ ก็จะมี บุญก่อเจดีย์ทราย ตบประทาย กิจกรรม บุญตบประทาย บุญเนาว์ ชาวบ้านนิมนต์ จะ พระภิกษุ สามเณร มาฉันภัตตาหารเพล (ฉันข้าวป่า )หลังจากนั้น ชาวบ้านรับประทานอาหารพร้อมกัน เชื่อมความสามัคคี ชุมชน และร่วมก่อเจดีย์ทราย และ สรงน้ำ พระภิกษุ สามเณร รดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ ที่ไปร่วมทำบุญ ก่อเจดีย์ทรายหาดบุ่งสระพัง หาดทราย น้ำจีด แหล่งหากิน นอกเมือง แพร้านอาหาร ธรรมชาติ ริมน้ำมูล.

หาดบุ่งสระพัง บ้านปากน้ำ อุบลราชธานี 

หาดบุ่งสระพัง ณ ปัจจุบัน หาดบุ่งสระพัง เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียง ประจำจังหวัด อุบลราชธานี และ มี นักท่องเที่ยว มาพักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่ริมมูลเต็มไปด้วยร้านอาหารแพริมน้ำ อำนวยความสะดวกสบาย สำหรับนักท่องเที่ยว ผู้มาเยือน เจริญเติบโตคู่กับ วิถีชุมชน และ กาลเวลา แต่มีสิ่งหนึ่ง ที่ยังไม่มีการ ดูแล ทนุบำรุง อย่างเต็มที่เพื่อให้เป็น มรดกชุมชน ที่สืบต่อมาจาก บรรพ์ชน หลายชั่วอายุคน นั่นคือ สถานที่ประกอบ "พีธีก่อเจดีย์ทราย "หรือ ตบประทาย, พระวิจิตรธรรมาภรณ์ และ ท่าน พระศรีวิสุทธิมุนี  เจ้าอาวาส วัดบ้านปากน้ำ บุ่งสระพัง ท่านได้ตระหนักถึง ความสำคัญของสถานที่ ก่อเจดีย์ทราย ที่บุ่งสระพัง จึงได้ปรึกษากับ ผู้นำชาวบ้าน และ ชาวบ้านปากน้ำ ต่างเห็นดีด้วยกับการอนุรักษ์ และ ฟื้นฟู เจดีย์ ทรายแห่งนี้ไว้ให้กับ ลูกหลานในอนาคต เฉกเช่นเดียวกัน บรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตายาย บ้านปากน้ำ ได้เฝ้าหวงแหนไว้ให้ลูกหลาน จากอดีต ไว้จนถึงวันนี้ จึงได้มีมติลงความเห็นว่าควรจะทำ เจดีย์ทรายแห่งนี้ ให้ เป็น เจดีย์ถาวรวัตถุ โดยตั้งชื่อว่า " เจดีย์บุ่งสระพัง " เป็น เจดีย์ คู่ บุ่งสระพัง ตราบนานเท่านาน ให้เป็น มรดกลูกหลาน ชั่วกาลนาน เจดีย์บุ่งสระพัง ซึ่งตอนนี้กำลังดำเนินการเริ่มก่อสร้าง ในอนาคตอันไกล้นี้ เราก็จะได้เห็น เจดีย์บุ่งสระพัง ตั้งตระหง่านคู่ หาดบุ่งสระพัง เป็น สัญลักษณ์ คู่ ชุมชน ปากน้ำ บุ่งสระพัง ที่มีประวัติ ความเป็นมานับร้อยปี ชั่วอายุคน "เจดีย์บุ่งสระพัง " หาดบุ่งสระพัง เปรียบเหมือน พัทยากลางลำน้ำมูล มีหาดทรายสายสวยงามส่องประกายวาวระยิบระยับยามเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ถ้ายืนอยู่บนฝั่งก็สามารถมองเห็นหาดทรายทอดลงไปในแม่น้ำมูลจนเกือบจะถึงอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ ในที่สุดชื่อเสียงของหาดทรายแห่งนี้เริ่มเป็นที่กล่าวขานถึง และกลายเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ที่สำคัญแห่งหนึ่งของ จังหวัดอุบลราชธานี ที่ผู้คนหลงใหลในความสวยงาม ในเวลาต่อมา ในแม่น้ำมูลตลอดสาย มี หาดบุ่งสระพัง เป็น หาดแห่งเดียวที่มีทรายไหลมารวม กันจนกลายเป็นเนิน สามารถ เล่น กิจกรรมต่าง ๆ กลาง แม่น้ำมูล เช่น ก่อกองทราย เล่น กีฬา ประเภทต่าง ๆ หาดบุ่งสระพัง มี เนินทราย กลาง ลำน้ำมูล จำนวนมาก  เนื่องจากแม่น้ำมูลบริเวณดังกล่าวเป็นโค้งคุ้งน้ำ แม่น้ำฝั่งอำเภอวารินชำราบเป็นร่องน้ำลึก มีตลิ่งค่อนข้างสูง จึงทำให้ทราย ไหลมารวมกันอยู่ฝั่งอำเภอเมืองตรงบริเวณ หาดบุ่งสระพัง ซึ่งมีท่าน้ำราบเรียบ พอถึงหน้าแล้ง ก็จะมีเนินทรายผุดขึ้นกลางลำน้ำมูลขาวโพลน นักท่องเที่ยวสามารถลงไปเล่นแม่น้ำมูล หรือเดินข้าม แม่น้ำมูล ได้.

พระอุโบสถ ศิลปะญวน วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

 5) พระอุโบสถ ศิลปะญวน วัดสุปัฏนารามวรวิหาร วัดสุปัฏนารามวรวิหาร อยู่ถนนสมเด็จ ในตัวจังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดธรรมยุติ วัดแรกของจังหวัดอุบลราชธานี จัดสร้างโดยพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยได้เริ่มสร้างวัดในปี พ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า “วัดสุปัฎนาราม” อันหมายถึง วัดที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสม เป็นท่าเรือที่ดี สิ่งสำคัญในวัดคือพระอุโบสถ ซึ่งมีขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 34 เมตร สูง 22 เมตร สถาปนิกผู้ออกแบบคือ หลวงสถิตย์นิมานกาล (ชวน สุปิยพันธ์) นายช่างทางหลวงแผ่นดิน ลักษณะของพระอุโบสถแบ่งเป็นสามส่วน คือ ส่วนหลังคาเป็นศิลปะแบบไทย ส่วนกลางเป็นศิลปะตะวันตก และส่วนฐานเป็นศิลปะแบบขอม ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธานของวัด คือพระสัพพัญญูเจ้า เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย

พระธาตุหนองบัว พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่ วัดพระธาตุหนองบัว

6) พระธาตุหนองบัว พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่ วัดพระธาตุหนองบัว  วัดหนองบัว เป็นวัดราษฎร์ นิกายธรรมยุต อยู่อำเภอเมืองอุบลราชธานี ห่างจากศาลากลางจังหวัด ไปทางด้านทิศเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร บนถนนธรรมวิถี แยกจากถนนชยางกูร ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 500 เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ.2498 มีพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ 1 งาน 19 ตารางวา เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง ของจังหวัดอุบลราชธานี ภายในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนาในปี พ.ศ. 2500. พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์นั้น ได้จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว ซึ่งทั้ง 4 มุม ของกำแพงแก้ว ได้ประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็กอีก 4 องค์ ภายในองค์พระธาตุมีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน พระธาตุองค์เดิมมีขนาดกว้างด้านละ 5 เมตร สูงประมาณ 17 เมตร เมื่อสร้างใหม่ครอบองค์เดิม คือพระบรมธาตุที่เห็นในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่มาก ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 17 เมตร สูง 56 เมตร เสร็จสมบูรณ์ในปี 2512 ด้านหลังของพระบรมธาตุ เป็นที่ตั้งของศาลาการเปรียญ ซึ่งใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณี กลุ่มของฆราวาสจะรวมกันอยู่ด้านหลัง ซึ่งเป็นกุฏิที่สร้างอยู่ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ซึ่งเป็นป่าโปร่ง ส่วนกุฏิของแม่ชี จะแยกพื้นที่ไปอย่นอกวัด.

 โบสถ์เรือสุพรรณหงส์ เรือธรรมนาคราช" วิหารกลางน้ำ

7) โบสถ์เรือสุพรรณหงส์ เรือธรรมนาคราช" วิหารกลางน้ำ วัดนาเมือง วัดสระประสานสุข หรือวัดบ้านนาเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านนาเมือง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร ด้านทิศเหนือของสนามบิน เป็นวัดที่มีพระอุโบสถแปลกตา สร้างเป็นรูปเรือสุพรรณหงส์ประดับตกแต่งด้วยเซรามิค โดยมีอาจารย์บุญมีเป็นเจ้าอาวาส (ปัจจุบันท่านมรณภาพแล้ว) เป็นที่เคารพนับถือของชาวอุบลราชธานีและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่หอระฆังประดับเซรามิค พิพิธภัณฑ์หลวงปู่บุญมี และวิหารกลางน้ำเรือธรรมนาคราช หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าวิหารกลางน้ำที่สร้างไว้กลางน้ำบนพญานาคราชรูปร่างคล้ายเรือ ส่วนหัวเป็นพญานาคราช 5 เศียร ทางเดินเข้าวิหารกลางน้ำเป็นทางเดินด้านหางนาคราช เปิดให้เข้าชมทุกวัน อุโบสถบนเรือสุพรรณหงส์ ด้วยความคิดในการสร้างอุโบสถที่แปลกกว่าที่วัดอื่นๆ เป็นอุโบสถอยู่บนเรือสุพรรณหงส์ประดับด้วยเซรามิคสีน้ำตาลแดงขนาดใหญ่มาก เข้าประตูวัดมาจะเป็นด้านหลังอุโบสถ มุมนี้เป็นมุมจากหอระฆังถ่ายไปด้านประตูวัด เป็นส่วนหัวเรือสุพรรณหงส์ กับด้านหน้าอุโบสถ นอกกำแพงอุโบสถด้านหน้ามีซุ้มรูปเหมือนหลวงปู่บุญมีให้ประชาชนได้สักการะบูชา

ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก บ้านชีทวน ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก

8) ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก บ้านชีทวน ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์  บ้านชีทวน  อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี  ที่สวยงามโดดเด่นด้วยเป็นศิลปวัตถุโบราณตามภาพนี้ ไม่ทราบประวัติการก่อสร้าง   แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในปี ๒๔๖๘  - ๒๔๗๐  บ้านชีทวน   อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๒๖ กิโลเมตร  การเดินทางไปชม  เริ่มจากจากหอนาฬิกา  หน้าราชภัฏ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๓ (อุบล – ยโสธร) ประมาณ ๒๑ กิโลเมตร   จะถึงบ้านท่าวารี  มีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้านอีก  ๕ กิโลเมตร  เป็นหมู่บ้านเก่าแก่  มีแหล่งโบราณคดีที่สำคัญของจังหวัด เป็นหมู่บ้านแห่งตำนาน พระนางเจียงได  และเรือขุดโบราณ  มีมรดกทางศิลปกรรมล้ำค่าหลายอย่างที่นี่   และหนึ่งในนั้นคือ ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก   เป็นธรรมาสน์ที่มีความสวยงามและเป็นศิลปกรรมที่แปลกแตกต่างไปจากที่อื่นๆ นั่นคือ   ธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก  เป็นงานศิลปกรรมที่เกิดจากงานผสมผสานความคิดแบบไทย  กับฝีมือช่างชาวญวนเวียง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “แกวเวียง”  ที่มีความสวยงามสมบูรณ์และมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่จังหวัดอุบลราชธานี และในโลกนี้อาจมีเพียง ๒ แห่งอีกที่ก็คือ ประเทศลาวธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบก    มีลักษณะเป็นรูปสิงห์ ยืนเทินปราสาท (ตัวธรรมาสน์)  สร้างด้วยอิฐถือปูน ยอดปราสาทเป็นเครื่องไม้แกะสลักทำเป็นชั้นซ้อนลดหลั่นกันลงมา อย่างสวยงาม มีทั้งภาพของเหล่าเทพและปราสาท  ส่วนตัวสิงห์ด้านหัวเป็นหัวสิงห์ ตรงกลางเป็นทรงเจดีย์มีช่องสี่เหลี่ยมทั้ง ๔ ด้าน มีรูปภาพเขียนสีเป็นรูปของเหล่าเทวดาและดอกไม้ของชาวฝรั่ง  ส่วนตัวฐานของธรรมาสน์สิงห์มีเหล่าเทวดาและสัตว์ในวรรณคดีไทยอยู่รายล้อมลักษณะคล้ายกับมาฟังการแสดงธรรมของพระสงฆ์   ประดับตกแต่งด้วยปูนปั้น และลายเขียนสีแบบศิลปะญวนทั้งหลัง  ตัวธรรมาสน์ตั้งอยู่ในหอแจก (ศาลาการเปรียญ)  ทรงไทยที่มีจิตกรรมฝ้าเพดานศิลปะสกุลช่างเดียวกัน ที่เขียนแผ่นสังกะสีบุเพดาน เขียนเป็นรูปราหู ลายดอกไม้ ใบไม้ รูปสัตว์ต่างๆ ลายดวงดาราขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเด็กมีปีก  คล้ายกามเทพ เกี่ยวพันเป็นวงกลมข้างๆ ดวงดารา เป็นลายดอกไม้ป่า รูปเต่า ม้ามังกร  อีกข้างมีรูปคนนั่งอยู่บนพญานาค ๒ ตัว อยู่ในท่าอุ้มเด็ก ถือถาดผลไม้บนศีรษะ มีรูปพญานาค และรูปหงส์ด้วย  ถือเป็นประติมากรรมที่มีคุณค่ายิ่งทางด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ซึ่งกรมศิลปกร ได้มีการขึ้นทะเบียนธรรมาสน์สิงห์เทินบุษบกนี้ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทยเอาไว้  เพื่อให้ลูกหลานคนไทยได้เข้ามาศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.